วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551

ภาพลักษณ์

พธม.ภูเก็ตบุกถึงอาคารผู้โดยสารสนามบิน
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 29 ส.ค. กลุ่มพันธมิตรฯภูเก็ตประมาณ 2,000-3,000 คน ได้เดินทางปิดล้อมประตูเข้า-ออกสนามบินนานาชาติภูเก็ตทั้งหมดแล้ว ในขณะที่มีบางส่วนได้ฝ่าด่านเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปภายในเพื่อเข้าไปที่ตัว อาคารสนามบินเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีเหตุร้ายหรือการปะทะกับเจ้าหน้าที่
ในขณะเดียวกันก็มีการเปิดเวลาปราศรัยบริเวณประตูทางเข้าคลัง สินค้าสนามบินนานาชาติภูเก็ต สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ใช้บริการสนามบินฯทั้งที่เดินทางไปขึ้นเครื่อง และลงจากเครื่อง ต้องทุลักทุเล ขนสัมภาระของตัวเองออกจากสนามบิน เนื่องจากรถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้า-ออกได้ สร้างความลำบากให้ผู้ที่ใช้บริการสนามบิน เนื่องจากระยะทางจากตัวอาคารสนามบินฯถึงถนนใหญ่มีระยะประมาณ 1 กิโลเมตร บางรายต้องปืนรั้ว โยกระสัมภาระข้ามรั้ว และก็มีนักท่องเที่ยวบางคนที่มีการถ่ายรูปกลุ่มพันธมิตรที่มีการตั้งเวทีปราศรัย
สำหรับท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯภูเก็ตนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังรอสัญญาณจากกรุงเทพฯ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะมีการปิดสนามบิน 100 เปอร์เซ็นต์ ห้ามทั้งคนและรถเข้า-ออก
เมื่อเวลา 16.20 น. ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเดิมอยู่บริเวณปากทางเข้า-ออกห้องรับรองพิเศษได้บุกเข้ามายังตัวอาคาร ของห้องรับรองพิเศษแล้ว และจากการชุมนุมดังกล่าวได้ส่งผลให้กระจกประตูทางเข้าแตก 1 บาน เนื่องจากไม่เชื่อใจเจ้าหน้าที่ที่ได้แจ้งไว้ว่าหลังจากนี้ไปจะไม่มีเครื่อง บินขึ้น-ลง ณ ท่าอากาศแห่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นในขณะนี้ไม่มีแกนนำที่ชัดเจนและทุกอย่างจะขึ้น อยู่กับว่าใครจะเรียกร้องให้ดำเนินการอะไรแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมจะทำตามนั้น ขณะเดียวกันมีการชี้แจงว่ามีเที่ยวบินจากต่างประเทศซึ่งบินระยะไกลประมาณ 8 ชั่วโมงจำนวน 20 เที่ยวบินยังลอยลำอยู่กลางอากาศเพื่อรอลงจอด
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน ได้เข้าไปยังลานบินของท่าอากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ที่สำคัญคือภายในสนามบินมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินอยู่บริเวณลานประมาณ 15 คนด้วย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯได้ตั้งเวทีที่บริเวณทางเข้าสนามบิน โดยไม่ยอมให้รถยนต์เข้าไปภายในแต่อย่างไร และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไปก็ต้องเดินเท้าเข้าไป โดยที่บนเวทีมีก็ได้มีการปราศรัย และร้องเพลง พร้อมทั้งได้นำจานดาวเทียม และฉายโปรเจคเตอร์ขึ้นจอ ถึงบรรยากาศการชุมนุมที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีกลุ่มพันธมิตร ประชาชน และชาวบ้านในละแวก ได้ออกมาดูการชุมนุมในครั้งนี้กว่า 1000 คน
ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2551
จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นผลพวงมากจากการตั้งชุมนุมกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล และตามจุดต่างๆที่ร่วมชุมนุมกันของพันธมิตรฯ เพื่อเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกปิดสนามบินนานาชาติซึ่งเป็นประตูต้อนรับชาวต่างชาติอย่างสนามบินนานาชาติภูเก็ต
ต่างทราบกันดีว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะขัดข้อง หรือภาวะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จะทำให้รายได้ตรงนี้ลดลง
นอกจากรายได้ที่จะลดลงอย่างมากแล้ว การมองดูประเทศไทยจากภายนอกจะส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์ของทั้งตัวเมืองจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยด้วยเช่นกัน จึงก่อให้เกิดการกดดันรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความคิดหลากหลายมุมมองสำหรับชาวต่างประเทศ อาจมองว่านี่คือวิถีแห่งการเมืองประชาธิปไตย แต่อีกมุมหนึ่งนี่คือความไม่ปลอดภัยต่อการไปเยือน ไม่ว่าจะมีสัดส่วนความคิดเห็นแบบไหนมากกว่ากันก็ตามแต่ หากก็ต้องยอมรับว่าถ้ามีแบบลบดังที่กล่าว นั่นคือการกระทบต่อความมั่นคงระดับประเทศด้วย
แม้ว่าจะไม่มีความรุนแรงจากการปิดสนามบินรายงานให้ทราบ แต่ใครจะมั่นใจได้ว่าในอนาคตเหตุการณ์ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ทุกคนต่างเลือกที่จะปกป้องชีวิตตน การป้องกันดีกว่าการแก้ไขเสมอ
ในสายตาชาวต่างชาติอาจมองเข้ามาในประเทศเราว่า หากแต่คนในประเทศนี้ยังไม่มีความสงบ ยังขาดความมั่นคงในเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักของการปกครองแล้ว พวกเค้าที่เป็นเพียงกลุ่มคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทยจะได้รับความมั่นคงในด้านความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนกันเชียว
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแม้เหตุการณ์จะไม่มีการนองเลือด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ลดภาพลักษณ์ความมั่นคงของประเทศ จะมีนักท่องเที่ยวกี่คนที่อยากเอาชีวิตมาเสี่ยงการนอนในสนามบินหากเกิดการปิดสนามบินอีกครั้ง จะมีนักท่องเที่ยวอีกกี่คนยอมตกเที่ยวบินเดินทางกลับบ้านตัวเองเพราะไม่สามารถพาตัวเองไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ทัน แน่นอนเลยว่านี่คือการลดความมั่นคงของประเทศลงอย่างมิต้องสงสัยเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กทม.

นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กทม. มอบ"ผบ.ทบ."รับผิดชอบ ห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไป เมื่อเวลา 07.30 น. สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รายงานว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลดำเนินการให้เกิดความวุ่นวาย กระทบความเรียบร้อยต่อประชาชนและความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อพัฒนาการประชาธิปไตย จึงต้องแก้ไขปัญหาให้สิ้นสุดโดยเร็ว พร้อมมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้ผบ.ทบ.เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบตามพ.ร.ก. จนกว่าสถานการณ์จะสงบ - ห้ามชุมนุมตั้งแต่ 5 คนเป็นต้นไปหรือกระทำอันยุยงขัดต่อความสงบ - ห้ามเผยแพร่ข้อความให้ประชาชาเกิดความหวากกลัวจนกระทบความมั่นคงของรัฐ และ ความสงบทั่วราชอาญาจักร - ห้ามใช้เส้นทางบคมนาคม ยานพานหะ ตามที่กำหนด - ห้ามใช้อาคาร และ ให้อพยพประชาชนออกจากอาคารหรือให้ไปอยู่อาคารตามที่กำหนด ภายหลังเกิดเหตุการปะทะกันระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายคน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(People's Alliance for Democracy: PAD)

การกลับมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรภายใต้รัฐบาลสมัคร
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยนับหมื่นคน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกับมีคำสั่งโยกย้าย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (ปชส.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.สตช.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งอาจเป็นการแทรกแทรงกระบวนการยุติธรรม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดสัมมนาทางวิชาการโดยนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจในการเมืองที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 และจัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551

ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ได้จัดรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเวลาค่ำได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จึงได้ปักหลักปิดถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ จนถึงแยก จ.ป.ร. บริเวณหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง

การชุมนุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเข้าร่วมของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ และในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 จึงได้เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และชุมนุมต่อบนถนนพิษณุโลก

26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อทวงสมบัติชาติคืนจากรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างต่อเนื่อง"แต่การเข้าบุกรุกครั้งนี้ได้รับการประณามจากสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า "ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน"และยังถูกประณามจากสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า "การกระทำของผู้ชุมนุมในนามกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด และโจมตีเสรีภาพของสื่ออย่างโจ่งแจ่งที่สุด ขณะนี้สื่อมวลชนถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่ได้ทำหน้า ที่ของตนเอง และการบุก NBT ครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

ภัยธรรมชาติ



เตือนภัยธรรมชาติไทยอีก 50ปีข้างหน้ารุนแรงแน่

ภัยธรรมชาติ นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมากซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม การเกิดพายุ การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว




โดยคาดการณ์อีก 50 ปีข้างหน้าอุณหภูมิประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง อาทิ น้ำท่วมเฉียบพลัน ฝนตกหนักและเบาบางในบางพื้นที่ ภัยแล้งรุนแรง และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ระบุเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 34 แห่งทั่วประเทศเสี่ยงระบบนิเวศพัง ซึ่งผลการศึกษาจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลกพบว่า ในอีก 50-80 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง อาทิ น้ำท่วมเฉียบพลัน ภัยแล้งอย่างหนัก ผลผลิตภาคเกษตรลดจำนวนลง รวมทั้งระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 0.09-0.88 เมตรต่อปี หากไม่มีมาตรการป้องกันใดๆ จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง
"จากแบบจำลองเราพบว่าในอนาคตหากมีการพัฒนาประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากมีการใช้พลังงานอย่างมหาศาลอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลก น้ำแข็งภูเขาละลาย และน้ำทะเลขยายตัว ซึ่งจะส่งผลต่อระบบนิเวศในทะเลและชายฝั่งมหาสมุทรต่างๆ"
โดยปรากฏการณ์โลกร้อนเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากมีการใช้พลังงานฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่าจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะเกิดความสูญเสียทางระบบนิเวศ เศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ อาทิ ฝนตกแรงและมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินทรุด โคลนถล่ม พายุโซนร้อนเพิ่มขึ้น ภัยแล้งรุนแรง การผลิตภาคเกษตรลดลง รวมทั้งโรคระบาดในวงกว้าง และทำให้พืชพันธุ์บางชนิดสูญหายไป พืชผลไม่ออกผลตามฤดูกาล โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 34 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
จากการคาดการณ์นี้ทำให้ส่งผลถึงการกรุงเทพ ที่ว่ามีการฟันธงว่ามีสิทธิจมน้ำถาวรอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้นักวิชาการหลายคนเสนอแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นสองฝั่งเจ้าพระยา-อ่าวไทย เพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำอาจจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเลขึ้นลง แถมยังช่วยป้องกันน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนในอนาคตอีกด้วย อีกทั้งการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมนั้นยังเกิดผลดีต่อวิถีชาวเกษตรและประมง เพราะมีธาตุตะกอนอาหารสร้างความสมบูรณ์ให้พืชและสัตว์ทะเล แถมยังควบคุมปริมาณมด-ปลวก แต่ปัจจุบันคนไทยกำลังลืมรากเหง้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยอยู่กันอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
แต่อย่างไรก็ตามการสร้างเขื่อนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นทางออกหนึ่งที่พยายามต่อสู้ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกเพียงข้อเดียว ควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน อย่างการวางแผนหนีหรืออพยพเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่น ซึ่งพื้นที่ กทม.อาจใช้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนได้ แต่ไม่ควรจะเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ อาจย้ายเมืองหลวงไปอยู่พิษณุโลกหรือลพบุรีก็แล้วแต่ ควรเริ่มต้นวางแผนกันแต่เนิ่นๆ เพราะเราไม่สามารถย้ายเมืองหลวงได้

"เราเหลือเวลาอีก 50 ปี ซึ่งไม่ได้ยาวนานมากนัก ในการเตรียมรับมือป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนถนนหรือเส้นทางที่น้ำท่วมทุกปีเป็นเส้นทางเรือ หรือให้ช่วงที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีเป็นช่วงวันหยุดประจำปี ซึ่งการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม กทม.ต้องร่วมกันคิดทุกๆ หน่วยงาน และไม่ควรเป็นการตัดสินใจของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่การเป็นการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม"

คาร์บอมบ์
















จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เราเชื่อมั่นในคำแถลงการณ์ นี้ได้มากน้อยแค่ไหน และประชาชนในพื้นที่ยังคงต้องหวาดระแหวงกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นรายวัน และรัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพื่อจะสร้างความมั่นคงในไทยให้กลับมาเหมือนเดิม




เหยื่อบึ้มโก-ลกสิ้นใจเพิ่มอีก 1 เผยรายชื่อตายเจ็บ 33 ราย
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2008 18:05น.
คาร์บอมบ์โก-ลกคร่าชีวิตเพิ่มอีก 1 เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยธารน้ำใจ ถูกไฟคลอกทั้งตัว สุดท้ายทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนศพของเหยี่ยวข่าวไทยรัฐ ญาตินำไปตั้งบำเพ็ญกุศลแล้ว ข้าราชการระดับสูงและเพื่อนๆ สื่อมวลชนร่วมพิธีศพคับคั่ง


คาร์บอมบ์โก-ลก เหยี่ยวข่าวไทยรัฐสังเวย ช่อง 9-ผู้กำกับฯสาหัส

คนร้ายจุดระเบิด “มอเตอร์ไซค์บอมบ์” หน้าร้านอาหารในเขตเทศบาลสุไหงโก-ลก เมื่อเจ้าหน้าที่นำกำลังรุดเข้าตรวจสอบ กดคาร์บอมบ์ซ้ำอีกลูกตูมสนั่นห่างจากจุดแรกไม่ถึง 10 เมตร นักข่าวไทยรัฐเคราะห์ร้ายสังเวยชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก 30 ราย ผู้สื่อข่าวช่อง 9 –ผู้กำกับ สภ.สุไหงโก-ลก อาการสาหัส เผยเป็นคาร์บอมบ์ลูกที่ 2 ในรอบปีหลังบึ้มหน้าโรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เมื่อ 15 มี.ค.
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2008 23:14น.

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Anti-Corruption Center : สายสืบภาคประชาชน ได้รับแจ้งจากกัลยาณมิตรที่เข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.หลายฉบับของ สนช.ว่า น.พ.โชติช่วง ชุตินธร "หมอนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน" ฝากให้ช่วยเผยแพร่ประชา สัมพันธ์ถึงพิษภัยของร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ....หนึ่งในร่างกฎหมายอัปยศที่ สนช.พยายามจะคลอดออกมาอย่างสวนกระแสความรู้สึกของอารยชน ความจริงจำได้ลางๆ ว่าก่อนหน้านี้ใครสักคนในบรรดา "บิ๊กด้านความมั่นคง" แสดงท่าทีว่าจะถอยหรือหยุดการผลักดันร่างกฎหมายนี้ไว้เพื่อให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจ แต่ทำมาทำไปกลับกลายเป็นส่งไม้ต่อให้ สนช.เสียอย่างนั้น ขณะที่ สนช.ส่วนใหญ่ก็ทำเป็น "ดื้อตาใส" ทั้งๆ ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาบ่งชี้ว่าน่าจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายมาตรา ที่สำคัญคือได้รับการวิพากษ์ว่าลอกเลียนแนวคิดมาจาก "กฎหมายฮิลเลอร์" ดังความเห็นของ "คุณหมอโชติช่วง" จากบทความที่คัดลอกมานี้

กฎหมายความมั่นคงคือกฎหมายเกสตาโป (อันตรายต่อสิทธิเสรีภาพ)

รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอณาจักรนี้ ต้องการให้ประชาชนเสียสิทธิเสรีภาพ เพื่อ “ความมั่นคง” ของประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาผู้ก่อการร้าย ฟังดูแล้วเป็นเจตนาที่ดี
แต่ถ้าเราถูกหลอกให้เสียสิทธิและเสรีภาพเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจที่ไม่เข้าใจประชาธิไตยและขาดคุณธรรมก็น่าเสียดาย โง่เขลาและอันตรายอย่างยิ่งเพราะกฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวางและมากเกินไปเหมือการเซ็นเช็คเปล่า (blank cheque)ที่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินเพราะผู้ที่ได้อำนาจมหาศาลไปอาจจะหลงอำนาจแล้วอาจจะกลับมากดขี่เรา (ม. 17 )
เบนจมิน แฟรงกินส์ (Benjamin Franklin) กล่าวว่า “ผู้ใดที่ยอมสละสิทธิเสรีภาพแม้เพียงประการเดียว เพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือความมั่นคง เขาผู้นั้นไม่สมควรจะได้รับทั้งเสรีภาพและความมั่นคงปลอดภัย" “He that would give up even one freedom for security, deserves neither freedom nor security”
แต่กฎหมายนี้ไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพียงประการเดียวซึ่งแม้เพียงประการเดียวก็เสียไม่ได้ แต่กฏหมายความมั่นคงนี้ทำลายหลักการของสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (basic human rights) ของรัฐธรรมนูญใน (หมวด 3) ทั้งหมดหรือเกือบหมด หมวด 3 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เป็นหมวดที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ ถ้าขาดหมวดนี้รัฐธรรมนูญก็หมดความหมายเหมือนถูกฉีกทิ้ง
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการใช้ (ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างถาวรโดยไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน) เป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแต่ใช้กฎหมายยึดอำนาจโดยทหารหรือฝ่ายบริหาร
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการกักขังทำให้ถูกขังลืมไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนตามกระบวนการยุติธรรมของศาล (due process) เช่นไม่จำเป็นต้องมีข้อกล่าวหา ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหามาให้ศาลพิจารณาไต่สวนว่าจะให้ปล่อยตัวหรือฝากขังต่อ (habeas corpus) และไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดทำให้ กระบวนการในการตรวจสอบหมดไป
กฎหมายความมั่นคงเป็นกฎหมายที่ใช้มาตรการรุนแรง เพียงแค่สงสัยเท่านั้นก็มีอำนาจจับกุมคุมขังแล้ว กฎหมายที่รุนแรง จะแก้ปัญหา ความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายไม่ได้ แต่ความรุนแรงจะทวีมากขึ้น เป็นการลาดน้ำมันในกองไฟ ประชาชนผู้สุจริตที่โดนกลั่นแกล้ง หรือ ถูกลูกหลง และ ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพอาจจะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยความจำเป็นหรือด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราลืมบทเรียนในประวัติศาสตร์เราใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์และกฎอัยการศึก (ล้วนเป็นกฎหมายความมั่นคง) ปราบคอมมิวนิสต์ ผลลัพธ์ คือยิ่งปราบยิ่งเยอะ จึงเป็นที่มาของภาษิต “หญ้าคอมมิวนิสต์ ยิ่งปราบยิ่งเยอะ” ตัวอย่างเช่น รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ใช้กฎอัยการศึกและเพิ่ม พ.ร.ก ฉุกเฉิน (พ.ศ. 2548)โดยอ้างว่าจำเป็นเพื่อจะปราบผู้ก่อการร้ายที่ภาคใต้แต่ปรากฎว่ายิ่งปราบผู้ก่อการร้าย ก็ยิ่งมากขึ้น นโยบายของนายกทักษิณ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มีแต่จะสร้างปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น มหาตมะคานธี กล่าวว่า การใช้นโยบาย ตาต่อตา จะทำให้คนทั้งโลกตาบอด “An eye for an eye will make the whole world blind”
กฏหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้เป็น กฏหมายป้องกัน (preventive law) (ม.3, ม.14, ม.15, ม.17) กฎหมายป้องกันเป็นกฎหมายเผด็จการใช้ในประเทศเผด็จการเท่านั้น เช่นประเทศเยอรมัน สมัยนาซี ฮิตเลอร์ ประเทศรัสเซีย สตาลิน และประเทศคอมมิวนิสต์หรือประเทศเผด็จการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หลัง 11 กันยายน ตึกเวิลเทรดถูกเครื่องบินถล่ม รัฐบาลอเมริกันจึงหยิบเอาแนวความคิดของการออกกฎหมายป้องกันอาชญากรรมจากผู้ก่อการร้ายมาใช้และประเทศไทยก็กำลังจะออกกฎหมายป้องกันเช่นเดียวกันซึ่งเ ป็นแนวคิดใหม่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิไตยและสิทธิมนุษยชน กฎหมายแนวนี้อันตรายมาก ขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว แต่กฎหมายป้องกันจะลงโทษไว้ก่อนเพราะเพียงแค่สงสัยก็ถูกดำเนินการเอาผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องมีหมายศาลก็จับและขังหรือตรวจค้นบ้าน ได้และในที่สุดเพื่อจะเค้นข้อมูลโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเหตุร้ายจึงทรมานผู้ที่ถูกสงสัยเหมือนคุก-ลับของอเมริกาที่ Guantanamo
ถ้ากฎหมายความมั่นคงผ่านและประกาศใช้ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตีและ ฝ่ายกอ.รมน (ทหาร) ก็จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเป็นการยึดอำนาจของฝ่ายตุลาการเพราะไม่ต้องผ่านขบวนการยุติธรรมของศาล (ม. 17, ม.21, ม. 22,) และถ้าสภาอ่อนแอเป็นสภาตร ายางอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติก็จะถูกยึด ก็จะขาดการตรวจสอบขาดการถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกัน ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยมีกฎหมายรับรองเป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแค่ออกกฎหมายเผด็จการในนามกฎหมายรักษาความมั่นคงก็ยึดอำนาจได้แล้ว
สรุป ถ้ากฎหมายความมั่นคงนี้ผ่านสภา กอ.รมน จะกลายเป็นเหมือนหน่วยงานเกสตาโป Gestapo ของพวกนาซี บริหารโดย ฮิตเลอร์ทรราชคนใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินแต่ใช้อำนาจเหมือนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน (ม. 14)

เขาพระวิหารกระทบความมั่นคงของประเทศ




ปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักตามแนวเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาติดด้านอุทยาน แห่งชาติผามออีแดง อำเภอกันทร ลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีความสูงจากระดับพื้นดิน 547 เมตร และ 657 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล คาดว่าสร้างมากว่า 300 ปี ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตรงกับปี พ.ศ. 1432-1443 เพื่อใช้เป็นที่สักการะ ประกอบด้วยบันไดหินทรายขนาดใหญ่ ลานนาคราช และศาลาจตุรมุข ประกอบด้วยอาคารโคปุระที่ 1-5 จาก พ.ศ. 2502 ฝรั่งเศสคืนอำนาจให้ชาติกัมพูชา โดยแต่งตั้งเจ้านโรดมเป็นกษัตริย์ กัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลโลกว่าอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 มีการตัดสินครั้งสุดท้ายที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีประเทศร่วมตัดสิน 15 ประเทศ ผลรัฐบาลไทยแพ้ กัมพูชา 9 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 3 ประเทศ ทำให้ไทยต้องถอนทหารออกจากปราสาทเขาพระวิหาร ให้อธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของชาติกัมพูชา และคืนวัตถุโบราณ จำนวน 50 ชิ้น แก่ชาติกัมพูชา หลังจากปราสาทเขาพระวิหารถูกตัดสินตกให้เป็นของเขมรในครั้งนั้น ทหารเขมรแดงและชาวบ้านเขมรส่วนหนึ่งได้อาศัยอยู่บนเขา และเมื่อปี 2535 จึงได้มีการเจรจาระดับผู้นำจังหวัดของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษจึงได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2541 ทางกองกำลังสุรนารี ผู้ดูแลพื้นที่ได้ตกลงกับทหารเขมรแดงกันว่าให้เปิดปราสาทเขาพระวิหาร ต่อมาพบว่ามีการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในไทย กองกำลังสุรนารีจึงประกาศปิดตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นต้นมา ต่อมานายทหารไทยบางนายชักชวนทหารเขมรแดงและชาวเขมรที่อาศัยอยู่บนเขาย้ายมาอาศัยอยู่บริเวณบันไดนาคราชทางขึ้นเขาพระวิหาร เพื่ออนุรักษ์วัตถุโบราณและธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งภายหลังรัฐบาลกัมพูชาได้เข้ามาใช้พื้นที่บนเขาพระวิหารพร้อมยึดอำนาจคืนจากเขมรแดง นายหัตถชัย เพ็งเจ็ม ส.จ.เขต อ.ภูสิงห์และประธานคณะกรรมการประสานงานชายแดน จ.ศรีสะเกษ กล่าวถึงการเจรจาเปิด "เขาพระวิหาร" ว่าข้อตกลงเบื้องต้นจังหวัดได้กั้นรั้วโดยใช้คลองน้ำเป็นแนวเขต โดย อบจ.ศรีสะเกษ ได้สนับสนุนงบประมาณทำรั้วและประตูเหล็กกั้นเป็นแนวเขตแดน ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าเขมรได้ร่นการใช้ที่ดินลงมาระยะกว่า 100 เมตร แล้วเอาลวดหนามไปกั้นบันไดนาคราช จำนวน 162 ขั้นด้านทางขึ้น ซึ่งดินแดนส่วนนี้เป็นเขตแนวไทยจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขในเรื่องนี้ ในขณะที่ จ.ศรีสะเกษ ได้มีความพยายามผลักดันเปิดเขาพระวิหารมาเรื่อย พร้อมให้ชาวเขมรได้รื้อถอนบ้านเรือนประชาชนในส่วนที่ล้ำเข้ามา ซึ่งเบื้องหลังทราบว่าชุมชนนี้ได้รับการอุดหนุนค่าครองชีพจากรัฐบาลเขมร ปัจจุบันได้มีบริษัทบางประเทศ ได้ติดต่อกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อขอสัมปทานก่อสร้าง กระเช้าลอยฟ้าจาก จ.เขาพระวิหาร เพื่อนำนักท่องเที่ยวขึ้นชม และสร้างบ่อนกาสิโนในบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากกรุงพนมเปญ ทางเฮลิคอปเตอร่หรือรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสู่เขาพระวิหารได้ เพราะว่าขณะนี้ ด้านชายแดนได้มีการทำถนนจากหมู่บ้านเขาพระ วิหารสู่เขาพระวิหาร ผ่านช่องตาเฒ่าซึ่งพื้นที่เดิมเป็นเขตแดนของไทยตามคำตัดสินของศาลโลก ทหารไทยก็ได้ประท้วงไปแล้วครั้งหนึ่งขั้นตอนอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าทำไมฝ่ายเขมรยังสร้างชุมชนและวัดได้ ทั้งที่เป็นเขตรอยต่อของประเทศที่ยังไม่ชัดเจนยังไม่มีการแบ่งเขตที่แน่นอน โดยเขมรถือเอาแผนที่ของฝรั่งเศสซึ่งอาณาเขตเข้ามาถึงผามออีแดงประเทศไทย ทั้งนี้ไทยอาจจะต้องสูญเสียดินแดนไปอีก หลังจากสูญเสียปราสาทหินเขาพระวิหารมาแล้ว นายวิทยา วิรารัตน์ ประธานหอการค้า จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในส่วนว่าเป็นของกัมพูชาหรือไทย ถ้ายังข้องใจเมื่อศาลโลกตัดสินเป็นของกัมพูชา ซึ่งเรายังไม่ยอมรับเนื่องจากติด ขัดความรู้สึก น่าจะมีขบวนการของศาลรองรับให้อุทธรณ์ต่อได้อีก น่าจะพิสูจน์กันใหม่ตามข้อ เท็จจริงแล้วเป็นของไทยคงต้องเอาแผนที่มา พิสูจน์เปรียบเทียบ เป็นที่เข้าใจว่าตอนนั้นคงเสียเปรียบเขา ซึ่งขณะนี้เขมรได้ตัดถนนขึ้นไปบนปราสาทเขาพระวิหาร แต่ของเรามีเส้นทางเดิมใช้อยู่แล้วที่สะดวกสบายกว่า ด้านการเปิดเขาพระวิหารทราบว่าติดขัดทางทหารที่อ้างความมั่นคง แต่ก็ไม่ทราบว่าอะไรอีก แต่ถ้าเขาเปิดเองได้เราเสียประโยชน์แน่ ขณะเดียวกัน นายภักดี รัตนผล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะได้เดินทางตรวจพื้นที่บริเวณผามออีแดง ด้านชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อศึกษาปัญหาการเปิดปราสาทเขาพระวิหาร ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่าความพยายามของ จ.ศรีสะเกษ คือ พยายามเปิดเขาพระวิหารให้เป็นจุดผ่อนปรนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเที่ยวชม ส่วนเรื่องเขมรตัดถนนขึ้นไปเขาพระวิหารนั้นด้านถนนทางขึ้นเขาของไทยก็มีอยู่แล้ว ทางเขมรเขาก็ไม่เคยปิดซึ่งก็ต้องไปเจรจาตามหลักการระหว่างผู้ว่าฯของ 2 ประเทศที่ตกลงกันในระดับท้องถิ่น ผู้ว่าฯที่รับผิดชอบของกัมพูชาคือใครเป็นผู้ว่าฯพนมเปญหรือเขาพระวิหาร เบื้องต้นทหารไทยเป็นฝ่ายปิดเอง ซึ่งผมขอยืนยันว่าต้องเปิดแน่นอนเพียงแต่ว่าจะใช้เส้นทางใด ด้าน พล.ต.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล ผบ.กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร่ ซึ่งรับผิดชอบกองกำลังทหารพรานที่ 23 ชายแดนด้าน จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้เขมรได้มีการสร้างเมืองใหม่และทำถนนขึ้นเขาพระวิหาร ได้มีการตัดถนนติดกับแนวชายแดนไทย โดยทหารฝ่ายเขมรเป็นผู้ ประสานเข้ามา ส่วนเรื่องรายละเอียดยังไม่มีการรายงานชัดเจน การเปิดเขาพระวิหารเป็นเรื่องของทางจังหวัด ทหารไม่มีปัญหาเพียงแต่คอยอำนวยความสะดวกเท่านั้น ขณะที่ นายสวัสดิ์ ศรีสุวรรณดี ผวจ. ศรีสะเกษ เปิดเผยในเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เท่าที่ทราบทางทหารเป็นผู้ดำเนินการ เรื่องความมั่นคงของประเทศที่เขาต้อง ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ คาดว่าทางทหารคงจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากเขมรเปิดจุดนี้ ขึ้นเอง มีโรงแรม บ่อนกาสิโน กระเช้าลอยฟ้า นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาจาก จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ได้โดยไม่ต้องมาที่ศรีสะเกษ ทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียรายได้มหาศาลทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจทำให้การเจรจาเปิดเขาพระวิหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลไทยสั่งปิดพรมแดนทั้งหมด เพื่อประท้วง ในความโหดร้ายของชาวกัมพูชา ซึ่งอนาคตการสานสัมพันธ์ 2 ประเทศอาจสั่นคลอนกระทบต่อ การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้