เตือนภัยธรรมชาติไทยอีก 50ปีข้างหน้ารุนแรงแน่
ภัยธรรมชาติ นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมากซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม การเกิดพายุ การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว
ภัยธรรมชาติ นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมากซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม การเกิดพายุ การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว

โดยคาดการณ์อีก 50 ปีข้างหน้าอุณหภูมิประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง อาทิ น้ำท่วมเฉียบพลัน ฝนตกหนักและเบาบางในบางพื้นที่ ภัยแล้งรุนแรง และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ระบุเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 34 แห่งทั่วประเทศเสี่ยงระบบนิเวศพัง ซึ่งผลการศึกษาจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศโลกพบว่า ในอีก 50-80 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง อาทิ น้ำท่วมเฉียบพลัน ภัยแล้งอย่างหนัก ผลผลิตภาคเกษตรลดจำนวนลง รวมทั้งระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 0.09-0.88 เมตรต่อปี หากไม่มีมาตรการป้องกันใดๆ จะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรง
"จากแบบจำลองเราพบว่าในอนาคตหากมีการพัฒนาประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากมีการใช้พลังงานอย่างมหาศาลอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลก น้ำแข็งภูเขาละลาย และน้ำทะเลขยายตัว ซึ่งจะส่งผลต่อระบบนิเวศในทะเลและชายฝั่งมหาสมุทรต่างๆ"
โดยปรากฏการณ์โลกร้อนเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากมีการใช้พลังงานฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่าจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะเกิดความสูญเสียทางระบบนิเวศ เศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ อาทิ ฝนตกแรงและมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินทรุด โคลนถล่ม พายุโซนร้อนเพิ่มขึ้น ภัยแล้งรุนแรง การผลิตภาคเกษตรลดลง รวมทั้งโรคระบาดในวงกว้าง และทำให้พืชพันธุ์บางชนิดสูญหายไป พืชผลไม่ออกผลตามฤดูกาล โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 34 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
จากการคาดการณ์นี้ทำให้ส่งผลถึงการกรุงเทพ ที่ว่ามีการฟันธงว่ามีสิทธิจมน้ำถาวรอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้นักวิชาการหลายคนเสนอแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นสองฝั่งเจ้าพระยา-อ่าวไทย เพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำอาจจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเลขึ้นลง แถมยังช่วยป้องกันน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนในอนาคตอีกด้วย อีกทั้งการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมนั้นยังเกิดผลดีต่อวิถีชาวเกษตรและประมง เพราะมีธาตุตะกอนอาหารสร้างความสมบูรณ์ให้พืชและสัตว์ทะเล แถมยังควบคุมปริมาณมด-ปลวก แต่ปัจจุบันคนไทยกำลังลืมรากเหง้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยอยู่กันอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
แต่อย่างไรก็ตามการสร้างเขื่อนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นทางออกหนึ่งที่พยายามต่อสู้ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกเพียงข้อเดียว ควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน อย่างการวางแผนหนีหรืออพยพเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่น ซึ่งพื้นที่ กทม.อาจใช้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนได้ แต่ไม่ควรจะเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ อาจย้ายเมืองหลวงไปอยู่พิษณุโลกหรือลพบุรีก็แล้วแต่ ควรเริ่มต้นวางแผนกันแต่เนิ่นๆ เพราะเราไม่สามารถย้ายเมืองหลวงได้
"จากแบบจำลองเราพบว่าในอนาคตหากมีการพัฒนาประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากมีการใช้พลังงานอย่างมหาศาลอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลก น้ำแข็งภูเขาละลาย และน้ำทะเลขยายตัว ซึ่งจะส่งผลต่อระบบนิเวศในทะเลและชายฝั่งมหาสมุทรต่างๆ"
โดยปรากฏการณ์โลกร้อนเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากมีการใช้พลังงานฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่าจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะเกิดความสูญเสียทางระบบนิเวศ เศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ อาทิ ฝนตกแรงและมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินทรุด โคลนถล่ม พายุโซนร้อนเพิ่มขึ้น ภัยแล้งรุนแรง การผลิตภาคเกษตรลดลง รวมทั้งโรคระบาดในวงกว้าง และทำให้พืชพันธุ์บางชนิดสูญหายไป พืชผลไม่ออกผลตามฤดูกาล โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 34 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
จากการคาดการณ์นี้ทำให้ส่งผลถึงการกรุงเทพ ที่ว่ามีการฟันธงว่ามีสิทธิจมน้ำถาวรอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้นักวิชาการหลายคนเสนอแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นสองฝั่งเจ้าพระยา-อ่าวไทย เพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำอาจจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเลขึ้นลง แถมยังช่วยป้องกันน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนในอนาคตอีกด้วย อีกทั้งการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมนั้นยังเกิดผลดีต่อวิถีชาวเกษตรและประมง เพราะมีธาตุตะกอนอาหารสร้างความสมบูรณ์ให้พืชและสัตว์ทะเล แถมยังควบคุมปริมาณมด-ปลวก แต่ปัจจุบันคนไทยกำลังลืมรากเหง้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยอยู่กันอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
แต่อย่างไรก็ตามการสร้างเขื่อนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นทางออกหนึ่งที่พยายามต่อสู้ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกเพียงข้อเดียว ควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน อย่างการวางแผนหนีหรืออพยพเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่น ซึ่งพื้นที่ กทม.อาจใช้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนได้ แต่ไม่ควรจะเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ อาจย้ายเมืองหลวงไปอยู่พิษณุโลกหรือลพบุรีก็แล้วแต่ ควรเริ่มต้นวางแผนกันแต่เนิ่นๆ เพราะเราไม่สามารถย้ายเมืองหลวงได้

"เราเหลือเวลาอีก 50 ปี ซึ่งไม่ได้ยาวนานมากนัก ในการเตรียมรับมือป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนถนนหรือเส้นทางที่น้ำท่วมทุกปีเป็นเส้นทางเรือ หรือให้ช่วงที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีเป็นช่วงวันหยุดประจำปี ซึ่งการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม กทม.ต้องร่วมกันคิดทุกๆ หน่วยงาน และไม่ควรเป็นการตัดสินใจของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่การเป็นการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น