วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Anti-Corruption Center : สายสืบภาคประชาชน ได้รับแจ้งจากกัลยาณมิตรที่เข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.หลายฉบับของ สนช.ว่า น.พ.โชติช่วง ชุตินธร "หมอนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน" ฝากให้ช่วยเผยแพร่ประชา สัมพันธ์ถึงพิษภัยของร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ....หนึ่งในร่างกฎหมายอัปยศที่ สนช.พยายามจะคลอดออกมาอย่างสวนกระแสความรู้สึกของอารยชน ความจริงจำได้ลางๆ ว่าก่อนหน้านี้ใครสักคนในบรรดา "บิ๊กด้านความมั่นคง" แสดงท่าทีว่าจะถอยหรือหยุดการผลักดันร่างกฎหมายนี้ไว้เพื่อให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจ แต่ทำมาทำไปกลับกลายเป็นส่งไม้ต่อให้ สนช.เสียอย่างนั้น ขณะที่ สนช.ส่วนใหญ่ก็ทำเป็น "ดื้อตาใส" ทั้งๆ ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาบ่งชี้ว่าน่าจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายมาตรา ที่สำคัญคือได้รับการวิพากษ์ว่าลอกเลียนแนวคิดมาจาก "กฎหมายฮิลเลอร์" ดังความเห็นของ "คุณหมอโชติช่วง" จากบทความที่คัดลอกมานี้

กฎหมายความมั่นคงคือกฎหมายเกสตาโป (อันตรายต่อสิทธิเสรีภาพ)

รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอณาจักรนี้ ต้องการให้ประชาชนเสียสิทธิเสรีภาพ เพื่อ “ความมั่นคง” ของประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาผู้ก่อการร้าย ฟังดูแล้วเป็นเจตนาที่ดี
แต่ถ้าเราถูกหลอกให้เสียสิทธิและเสรีภาพเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจที่ไม่เข้าใจประชาธิไตยและขาดคุณธรรมก็น่าเสียดาย โง่เขลาและอันตรายอย่างยิ่งเพราะกฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวางและมากเกินไปเหมือการเซ็นเช็คเปล่า (blank cheque)ที่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินเพราะผู้ที่ได้อำนาจมหาศาลไปอาจจะหลงอำนาจแล้วอาจจะกลับมากดขี่เรา (ม. 17 )
เบนจมิน แฟรงกินส์ (Benjamin Franklin) กล่าวว่า “ผู้ใดที่ยอมสละสิทธิเสรีภาพแม้เพียงประการเดียว เพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือความมั่นคง เขาผู้นั้นไม่สมควรจะได้รับทั้งเสรีภาพและความมั่นคงปลอดภัย" “He that would give up even one freedom for security, deserves neither freedom nor security”
แต่กฎหมายนี้ไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพียงประการเดียวซึ่งแม้เพียงประการเดียวก็เสียไม่ได้ แต่กฏหมายความมั่นคงนี้ทำลายหลักการของสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (basic human rights) ของรัฐธรรมนูญใน (หมวด 3) ทั้งหมดหรือเกือบหมด หมวด 3 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เป็นหมวดที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ ถ้าขาดหมวดนี้รัฐธรรมนูญก็หมดความหมายเหมือนถูกฉีกทิ้ง
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการใช้ (ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างถาวรโดยไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน) เป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแต่ใช้กฎหมายยึดอำนาจโดยทหารหรือฝ่ายบริหาร
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการกักขังทำให้ถูกขังลืมไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนตามกระบวนการยุติธรรมของศาล (due process) เช่นไม่จำเป็นต้องมีข้อกล่าวหา ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหามาให้ศาลพิจารณาไต่สวนว่าจะให้ปล่อยตัวหรือฝากขังต่อ (habeas corpus) และไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดทำให้ กระบวนการในการตรวจสอบหมดไป
กฎหมายความมั่นคงเป็นกฎหมายที่ใช้มาตรการรุนแรง เพียงแค่สงสัยเท่านั้นก็มีอำนาจจับกุมคุมขังแล้ว กฎหมายที่รุนแรง จะแก้ปัญหา ความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายไม่ได้ แต่ความรุนแรงจะทวีมากขึ้น เป็นการลาดน้ำมันในกองไฟ ประชาชนผู้สุจริตที่โดนกลั่นแกล้ง หรือ ถูกลูกหลง และ ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพอาจจะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยความจำเป็นหรือด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราลืมบทเรียนในประวัติศาสตร์เราใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์และกฎอัยการศึก (ล้วนเป็นกฎหมายความมั่นคง) ปราบคอมมิวนิสต์ ผลลัพธ์ คือยิ่งปราบยิ่งเยอะ จึงเป็นที่มาของภาษิต “หญ้าคอมมิวนิสต์ ยิ่งปราบยิ่งเยอะ” ตัวอย่างเช่น รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ใช้กฎอัยการศึกและเพิ่ม พ.ร.ก ฉุกเฉิน (พ.ศ. 2548)โดยอ้างว่าจำเป็นเพื่อจะปราบผู้ก่อการร้ายที่ภาคใต้แต่ปรากฎว่ายิ่งปราบผู้ก่อการร้าย ก็ยิ่งมากขึ้น นโยบายของนายกทักษิณ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มีแต่จะสร้างปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น มหาตมะคานธี กล่าวว่า การใช้นโยบาย ตาต่อตา จะทำให้คนทั้งโลกตาบอด “An eye for an eye will make the whole world blind”
กฏหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้เป็น กฏหมายป้องกัน (preventive law) (ม.3, ม.14, ม.15, ม.17) กฎหมายป้องกันเป็นกฎหมายเผด็จการใช้ในประเทศเผด็จการเท่านั้น เช่นประเทศเยอรมัน สมัยนาซี ฮิตเลอร์ ประเทศรัสเซีย สตาลิน และประเทศคอมมิวนิสต์หรือประเทศเผด็จการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หลัง 11 กันยายน ตึกเวิลเทรดถูกเครื่องบินถล่ม รัฐบาลอเมริกันจึงหยิบเอาแนวความคิดของการออกกฎหมายป้องกันอาชญากรรมจากผู้ก่อการร้ายมาใช้และประเทศไทยก็กำลังจะออกกฎหมายป้องกันเช่นเดียวกันซึ่งเ ป็นแนวคิดใหม่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิไตยและสิทธิมนุษยชน กฎหมายแนวนี้อันตรายมาก ขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว แต่กฎหมายป้องกันจะลงโทษไว้ก่อนเพราะเพียงแค่สงสัยก็ถูกดำเนินการเอาผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องมีหมายศาลก็จับและขังหรือตรวจค้นบ้าน ได้และในที่สุดเพื่อจะเค้นข้อมูลโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเหตุร้ายจึงทรมานผู้ที่ถูกสงสัยเหมือนคุก-ลับของอเมริกาที่ Guantanamo
ถ้ากฎหมายความมั่นคงผ่านและประกาศใช้ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตีและ ฝ่ายกอ.รมน (ทหาร) ก็จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเป็นการยึดอำนาจของฝ่ายตุลาการเพราะไม่ต้องผ่านขบวนการยุติธรรมของศาล (ม. 17, ม.21, ม. 22,) และถ้าสภาอ่อนแอเป็นสภาตร ายางอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติก็จะถูกยึด ก็จะขาดการตรวจสอบขาดการถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกัน ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยมีกฎหมายรับรองเป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแค่ออกกฎหมายเผด็จการในนามกฎหมายรักษาความมั่นคงก็ยึดอำนาจได้แล้ว
สรุป ถ้ากฎหมายความมั่นคงนี้ผ่านสภา กอ.รมน จะกลายเป็นเหมือนหน่วยงานเกสตาโป Gestapo ของพวกนาซี บริหารโดย ฮิตเลอร์ทรราชคนใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินแต่ใช้อำนาจเหมือนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน (ม. 14)

เขาพระวิหารกระทบความมั่นคงของประเทศ




ปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรักตามแนวเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาติดด้านอุทยาน แห่งชาติผามออีแดง อำเภอกันทร ลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีความสูงจากระดับพื้นดิน 547 เมตร และ 657 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล คาดว่าสร้างมากว่า 300 ปี ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ตรงกับปี พ.ศ. 1432-1443 เพื่อใช้เป็นที่สักการะ ประกอบด้วยบันไดหินทรายขนาดใหญ่ ลานนาคราช และศาลาจตุรมุข ประกอบด้วยอาคารโคปุระที่ 1-5 จาก พ.ศ. 2502 ฝรั่งเศสคืนอำนาจให้ชาติกัมพูชา โดยแต่งตั้งเจ้านโรดมเป็นกษัตริย์ กัมพูชาได้ยื่นเรื่องต่อศาลโลกว่าอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 มีการตัดสินครั้งสุดท้ายที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีประเทศร่วมตัดสิน 15 ประเทศ ผลรัฐบาลไทยแพ้ กัมพูชา 9 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 3 ประเทศ ทำให้ไทยต้องถอนทหารออกจากปราสาทเขาพระวิหาร ให้อธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของชาติกัมพูชา และคืนวัตถุโบราณ จำนวน 50 ชิ้น แก่ชาติกัมพูชา หลังจากปราสาทเขาพระวิหารถูกตัดสินตกให้เป็นของเขมรในครั้งนั้น ทหารเขมรแดงและชาวบ้านเขมรส่วนหนึ่งได้อาศัยอยู่บนเขา และเมื่อปี 2535 จึงได้มีการเจรจาระดับผู้นำจังหวัดของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งจังหวัดศรีสะเกษจึงได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องกระทั่งวันที่ 1 สิงหาคม 2541 ทางกองกำลังสุรนารี ผู้ดูแลพื้นที่ได้ตกลงกับทหารเขมรแดงกันว่าให้เปิดปราสาทเขาพระวิหาร ต่อมาพบว่ามีการทำลายสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในไทย กองกำลังสุรนารีจึงประกาศปิดตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2544 เป็นต้นมา ต่อมานายทหารไทยบางนายชักชวนทหารเขมรแดงและชาวเขมรที่อาศัยอยู่บนเขาย้ายมาอาศัยอยู่บริเวณบันไดนาคราชทางขึ้นเขาพระวิหาร เพื่ออนุรักษ์วัตถุโบราณและธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งภายหลังรัฐบาลกัมพูชาได้เข้ามาใช้พื้นที่บนเขาพระวิหารพร้อมยึดอำนาจคืนจากเขมรแดง นายหัตถชัย เพ็งเจ็ม ส.จ.เขต อ.ภูสิงห์และประธานคณะกรรมการประสานงานชายแดน จ.ศรีสะเกษ กล่าวถึงการเจรจาเปิด "เขาพระวิหาร" ว่าข้อตกลงเบื้องต้นจังหวัดได้กั้นรั้วโดยใช้คลองน้ำเป็นแนวเขต โดย อบจ.ศรีสะเกษ ได้สนับสนุนงบประมาณทำรั้วและประตูเหล็กกั้นเป็นแนวเขตแดน ทั้งที่ปัจจุบันพบว่าเขมรได้ร่นการใช้ที่ดินลงมาระยะกว่า 100 เมตร แล้วเอาลวดหนามไปกั้นบันไดนาคราช จำนวน 162 ขั้นด้านทางขึ้น ซึ่งดินแดนส่วนนี้เป็นเขตแนวไทยจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขในเรื่องนี้ ในขณะที่ จ.ศรีสะเกษ ได้มีความพยายามผลักดันเปิดเขาพระวิหารมาเรื่อย พร้อมให้ชาวเขมรได้รื้อถอนบ้านเรือนประชาชนในส่วนที่ล้ำเข้ามา ซึ่งเบื้องหลังทราบว่าชุมชนนี้ได้รับการอุดหนุนค่าครองชีพจากรัฐบาลเขมร ปัจจุบันได้มีบริษัทบางประเทศ ได้ติดต่อกับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อขอสัมปทานก่อสร้าง กระเช้าลอยฟ้าจาก จ.เขาพระวิหาร เพื่อนำนักท่องเที่ยวขึ้นชม และสร้างบ่อนกาสิโนในบริเวณนั้น นอกจากนี้ยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากกรุงพนมเปญ ทางเฮลิคอปเตอร่หรือรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อสู่เขาพระวิหารได้ เพราะว่าขณะนี้ ด้านชายแดนได้มีการทำถนนจากหมู่บ้านเขาพระ วิหารสู่เขาพระวิหาร ผ่านช่องตาเฒ่าซึ่งพื้นที่เดิมเป็นเขตแดนของไทยตามคำตัดสินของศาลโลก ทหารไทยก็ได้ประท้วงไปแล้วครั้งหนึ่งขั้นตอนอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าทำไมฝ่ายเขมรยังสร้างชุมชนและวัดได้ ทั้งที่เป็นเขตรอยต่อของประเทศที่ยังไม่ชัดเจนยังไม่มีการแบ่งเขตที่แน่นอน โดยเขมรถือเอาแผนที่ของฝรั่งเศสซึ่งอาณาเขตเข้ามาถึงผามออีแดงประเทศไทย ทั้งนี้ไทยอาจจะต้องสูญเสียดินแดนไปอีก หลังจากสูญเสียปราสาทหินเขาพระวิหารมาแล้ว นายวิทยา วิรารัตน์ ประธานหอการค้า จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ในส่วนว่าเป็นของกัมพูชาหรือไทย ถ้ายังข้องใจเมื่อศาลโลกตัดสินเป็นของกัมพูชา ซึ่งเรายังไม่ยอมรับเนื่องจากติด ขัดความรู้สึก น่าจะมีขบวนการของศาลรองรับให้อุทธรณ์ต่อได้อีก น่าจะพิสูจน์กันใหม่ตามข้อ เท็จจริงแล้วเป็นของไทยคงต้องเอาแผนที่มา พิสูจน์เปรียบเทียบ เป็นที่เข้าใจว่าตอนนั้นคงเสียเปรียบเขา ซึ่งขณะนี้เขมรได้ตัดถนนขึ้นไปบนปราสาทเขาพระวิหาร แต่ของเรามีเส้นทางเดิมใช้อยู่แล้วที่สะดวกสบายกว่า ด้านการเปิดเขาพระวิหารทราบว่าติดขัดทางทหารที่อ้างความมั่นคง แต่ก็ไม่ทราบว่าอะไรอีก แต่ถ้าเขาเปิดเองได้เราเสียประโยชน์แน่ ขณะเดียวกัน นายภักดี รัตนผล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะได้เดินทางตรวจพื้นที่บริเวณผามออีแดง ด้านชายแดนไทยกัมพูชา เพื่อศึกษาปัญหาการเปิดปราสาทเขาพระวิหาร ได้กล่าวในตอนหนึ่งว่าความพยายามของ จ.ศรีสะเกษ คือ พยายามเปิดเขาพระวิหารให้เป็นจุดผ่อนปรนให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเที่ยวชม ส่วนเรื่องเขมรตัดถนนขึ้นไปเขาพระวิหารนั้นด้านถนนทางขึ้นเขาของไทยก็มีอยู่แล้ว ทางเขมรเขาก็ไม่เคยปิดซึ่งก็ต้องไปเจรจาตามหลักการระหว่างผู้ว่าฯของ 2 ประเทศที่ตกลงกันในระดับท้องถิ่น ผู้ว่าฯที่รับผิดชอบของกัมพูชาคือใครเป็นผู้ว่าฯพนมเปญหรือเขาพระวิหาร เบื้องต้นทหารไทยเป็นฝ่ายปิดเอง ซึ่งผมขอยืนยันว่าต้องเปิดแน่นอนเพียงแต่ว่าจะใช้เส้นทางใด ด้าน พล.ต.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล ผบ.กองกำลังสุรนารี จ.สุรินทร่ ซึ่งรับผิดชอบกองกำลังทหารพรานที่ 23 ชายแดนด้าน จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้เขมรได้มีการสร้างเมืองใหม่และทำถนนขึ้นเขาพระวิหาร ได้มีการตัดถนนติดกับแนวชายแดนไทย โดยทหารฝ่ายเขมรเป็นผู้ ประสานเข้ามา ส่วนเรื่องรายละเอียดยังไม่มีการรายงานชัดเจน การเปิดเขาพระวิหารเป็นเรื่องของทางจังหวัด ทหารไม่มีปัญหาเพียงแต่คอยอำนวยความสะดวกเท่านั้น ขณะที่ นายสวัสดิ์ ศรีสุวรรณดี ผวจ. ศรีสะเกษ เปิดเผยในเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ เท่าที่ทราบทางทหารเป็นผู้ดำเนินการ เรื่องความมั่นคงของประเทศที่เขาต้อง ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ คาดว่าทางทหารคงจะทำหน้าที่ได้ดีที่สุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากเขมรเปิดจุดนี้ ขึ้นเอง มีโรงแรม บ่อนกาสิโน กระเช้าลอยฟ้า นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาจาก จ.เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ได้โดยไม่ต้องมาที่ศรีสะเกษ ทำให้ฝ่ายไทยสูญเสียรายได้มหาศาลทีเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุการณ์พิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจทำให้การเจรจาเปิดเขาพระวิหารล้มเหลว เพราะรัฐบาลไทยสั่งปิดพรมแดนทั้งหมด เพื่อประท้วง ในความโหดร้ายของชาวกัมพูชา ซึ่งอนาคตการสานสัมพันธ์ 2 ประเทศอาจสั่นคลอนกระทบต่อ การท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หมายถึงทางเจริญหรือทางเสื่อม


ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม นำพาประเทศไทยให้มายืนอยู่ในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันปัญหาทางสังคมมากมายก็เกิดขึ้นตามหลังความเจริญทางสังคม ปัญหาอาชญากรรม, ยาเสพติด, การล่วงละเมิดทางเพศ, สารปนเปื้อนในยาและอาหาร, มลพิษทางอากาศ, โรคร้าย, การฆ่าตัวตายของวัยรุ่น ฯลฯ
ความเจริญทางวัตถุหาใช่สิ่งน่ารังเกียจ แต่หากขาดความสมดุล สังคมก็มีปัญหาอย่างที่ทราบกัน สถาบันทางสังคมที่เล็กสุดและสำคัญที่สุดคือสถาบันครอบครัวอ่อนแอ เวลาที่คนในครอบครัวควรมีให้แก่กันและกัน ถูกแบ่งเพื่อนำไปใช้ในเรื่องของเศรษฐกิจ ในแต่ละวันสำหรับคนในสังคมเมือง อาจมีเวลาที่มีกิจกรรมร่วมกันกับคนในครอบครัวไม่ถึงวันละหนึ่งชั่วโมง ในบางครอบครัวพ่อแม่ลูกอาจไม่มีเวลาทานอาหารด้วยกัน เด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ในยุคนี้สามขวบก็เข้าโรงเรียนเด็กเล็ก เด็กเรียนหนังสือเร็วกว่าเดิมหากแต่เป็นคนแข็งกร้าวขาดความอ่อนโยน
การขยายตัวทางสังคมอย่างรวดเร็วของแต่ละประเทศทั่วโลก การแข่งขันกันในทุกด้านเพื่อให้ทัดเทียมกัน เป็นสิ่งผลักดันให้รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องเร่งรีบในการพัฒนาประเทศ ความมั่นคงของประเทศถูกบีบไปในทิศทางเดียวกัน คือรัฐจะต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความมั่นคงทางการทหาร มองอย่างง่ายคือเรื่องเงินและอาวุธ เงินและอาวุธถูกตีความเป็นอำนาจ มีเงินมากมีอาวุธทันสมัยก็ไม่ต้องกลัวใคร ประเทศที่ถูกจัดเป็นประเทศมหาอำนาจเป็นเช่นนั้น นี่คือความเป็นจริงของสังคมโลก และทิศทางเป้าหมายของการพัฒนาประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกจะมีเป้าหมายเช่นนั้น
การเคลื่อนไหวของการพัฒนาที่ไหลไปในทิศทางนี้ ถือเป็นหายนะของโลกที่เป็นไปโดยไม่รู้ตัว สังคมแห่งการช่วยเหลือแบ่งปันกับสังคมที่หวังผลกำไร สังคมแห่งการให้อภัยเห็นอกเห็นใจกับสังคมที่ทำลายล้างกัน กำลังต่อสู้กัน ในทุกๆประเทศมีสังคมทั้งสองแบบ แม้กระทั่งในชุมชนเล็กๆก็เป็นเช่นนั้น

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

ความมั่นคง


แนวคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์นั้น เสนอขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายต่างๆ บ้างเป็นทางการเมือง บ้างเป็นทางวิชาการ และบ้างเป็นเพื่อการรณรงค์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยนั้น ความมั่นคงของมนุษย์ มีความสำคัญในฐานะเป็นอีกดัชนีหนึ่ง เพื่อวัดทิศทางและผลการพัฒนานอกเหนือจากผลผลิตรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ที่ใช้กันแพร่หลายมานาน การละเลยเรื่องความมั่นคงมนุษย์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจ และการประเมินผลที่ผิดพลาดร้ายแรงเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศได้
ความคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์ เริ่มเป็นที่สนใจจริงจังในประเทศไทย เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการ และจัดตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ขึ้นในปี 2545 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีการเคลื่อนไหวในด้านนี้มานาน ตั้งแต่การเสนอหลัก 6 ประการของคณะราษฎรในปี พ.ศ.2475 แนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2516) และการส่งเสริมการสร้างระบบสวัสดิการ สุขภาพดีถ้วนหน้า ภูมิปัญญาชาวบ้านและชุมชนเข้มแข็ง ไปจนถึงสิทธิมนุษยชน ในช่วงทศวรรษ 2530 และ 2540 ประกอบขึ้นเป็นองค์ความรู้ที่มากพอสำหรับการปฏิบัติ และการศึกษาต่อยอด ในระยะใกล้หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยได้มีนวัตกรรมทางสังคม-การเมืองที่ส่งเสริมความมั่นคงมนุษย์ในระดับหนึ่ง และการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์ในประเทศไทย เพื่อปูพื้นฐานของความเข้าใจในสถานการณ์ความมั่นคงมนุษย์ในประเทศ และที่สำคัญเพื่อหาคำตอบว่า ในปัจจุบันควรถือความมั่นคงของมนุษย์ว่ามีแกนกลางอยู่ที่ประเด็นหรือมิติด้านใดเป็นสำคัญ





แนวทางการใช้ดัชนีชี้วัดความสุข เพื่อความสุขที่แท้จริงของประชาชน

โดย กรมประชาสัมพันธ์ วัน ศุกร์ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2549 15:46 น.



การเสด็จเยือนประเทศไทยของเจ้าชายจิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ด้วยจริยวัตรที่งดงาม ทำให้ชาวไทยปลาบปลื้มอย่างมาก และสื่อมวลชนไทยได้หนุนกระแสตีแผ่เรื่องราวที่เกี่ยวกับประเทศภูฎานกันยกใหญ่ ประเด็นสำคัญที่สร้างความสนใจให้คนไทยและนานาประเทศ ก็คือ ภูฎานถือนโยบายวัดดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ GNH (Gross National Hapiness) ที่ให้ความสำคัญกับการวัดความผาสุกของประชาชน มากกว่าการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จนหลายประเทศตื่นตัวกับแนวคิดนี้ รวมถึงประเทศไทย นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานศูนย์คุณธรรม เจ้าภาพสำคัญในการรวมเครือข่ายภาคองค์กรต่าง ๆ ในการเข้าร่วมการขับเคลื่อนการใช้ดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมประชาชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า การวัดความสุขของประชาชน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของประเทศไทย เพราะเคยมีการหยิบยกในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และฉบับที่ 9 มาแล้ว โดยตอกย้ำความชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 10 ที่นำอุดมการณ์ สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับหลัก GNH อย่างลงตัว โดยการนำมาประยุกต์กับประเทศไทย มีหลัก 4 ประการ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความยั่งยืน มีความเท่าเทียมและพึ่งพาตนเองได้ การอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม และการใช้หลักธรรมมาภิบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งจะทำให้กรอบวิธีคิดพัฒนาประเทศมีความมั่นคงยั่งยืน เพราะ GNH จะวัดความสุขของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับชุมชน ซึ่ง GNH ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกิดโอกาสที่ประชาชนจะได้คิดและเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดแผนงานนโยบายต่าง ๆ ที่ใช้พัฒนาประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนเกิดความผาสุกในที่สุด นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานศูนย์คุณธรรม กล่าวด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เป็นหน่วยงานกลางที่เป็นผู้จัดทำดัชนีชี้วัดความสุข ซึ่งคาดว่าภายในปี 2550 จะมีความชัดเจนในการกำหนดนโยบาย เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดในการปฎิบัติ อย่างไรก็ตาม แนวคิดการวัดระดับการพัฒนาประเทศ ด้วยตัวชี้วัดความผาสุกของประชาชน น่าจะขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมได้ไม่ช้า เพราะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่เคยปรารภหลังรับตำแหน่ง เรื่องการดูแลเศรษฐกิจของประเทศไทยว่า จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มุ่งเน้นตัวเลข GDP หรือตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก แต่จะดูเรื่องตัวชี้วัดความผาสุกของประชาชนเป็นสำคัญ