วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551
ภาพลักษณ์
เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 29 ส.ค. กลุ่มพันธมิตรฯภูเก็ตประมาณ 2,000-3,000 คน ได้เดินทางปิดล้อมประตูเข้า-ออกสนามบินนานาชาติภูเก็ตทั้งหมดแล้ว ในขณะที่มีบางส่วนได้ฝ่าด่านเจ้าหน้าที่บุกเข้าไปภายในเพื่อเข้าไปที่ตัว อาคารสนามบินเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่มีเหตุร้ายหรือการปะทะกับเจ้าหน้าที่
ในขณะเดียวกันก็มีการเปิดเวลาปราศรัยบริเวณประตูทางเข้าคลัง สินค้าสนามบินนานาชาติภูเก็ต สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ใช้บริการสนามบินฯทั้งที่เดินทางไปขึ้นเครื่อง และลงจากเครื่อง ต้องทุลักทุเล ขนสัมภาระของตัวเองออกจากสนามบิน เนื่องจากรถยนต์ไม่สามารถผ่านเข้า-ออกได้ สร้างความลำบากให้ผู้ที่ใช้บริการสนามบิน เนื่องจากระยะทางจากตัวอาคารสนามบินฯถึงถนนใหญ่มีระยะประมาณ 1 กิโลเมตร บางรายต้องปืนรั้ว โยกระสัมภาระข้ามรั้ว และก็มีนักท่องเที่ยวบางคนที่มีการถ่ายรูปกลุ่มพันธมิตรที่มีการตั้งเวทีปราศรัย
สำหรับท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯภูเก็ตนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังรอสัญญาณจากกรุงเทพฯ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะมีการปิดสนามบิน 100 เปอร์เซ็นต์ ห้ามทั้งคนและรถเข้า-ออก
เมื่อเวลา 16.20 น. ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเดิมอยู่บริเวณปากทางเข้า-ออกห้องรับรองพิเศษได้บุกเข้ามายังตัวอาคาร ของห้องรับรองพิเศษแล้ว และจากการชุมนุมดังกล่าวได้ส่งผลให้กระจกประตูทางเข้าแตก 1 บาน เนื่องจากไม่เชื่อใจเจ้าหน้าที่ที่ได้แจ้งไว้ว่าหลังจากนี้ไปจะไม่มีเครื่อง บินขึ้น-ลง ณ ท่าอากาศแห่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นในขณะนี้ไม่มีแกนนำที่ชัดเจนและทุกอย่างจะขึ้น อยู่กับว่าใครจะเรียกร้องให้ดำเนินการอะไรแล้วกลุ่มผู้ชุมนุมจะทำตามนั้น ขณะเดียวกันมีการชี้แจงว่ามีเที่ยวบินจากต่างประเทศซึ่งบินระยะไกลประมาณ 8 ชั่วโมงจำนวน 20 เที่ยวบินยังลอยลำอยู่กลางอากาศเพื่อรอลงจอด
ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 200 คน ได้เข้าไปยังลานบินของท่าอากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ที่สำคัญคือภายในสนามบินมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินอยู่บริเวณลานประมาณ 15 คนด้วย
อย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรฯได้ตั้งเวทีที่บริเวณทางเข้าสนามบิน โดยไม่ยอมให้รถยนต์เข้าไปภายในแต่อย่างไร และนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้าไปก็ต้องเดินเท้าเข้าไป โดยที่บนเวทีมีก็ได้มีการปราศรัย และร้องเพลง พร้อมทั้งได้นำจานดาวเทียม และฉายโปรเจคเตอร์ขึ้นจอ ถึงบรรยากาศการชุมนุมที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีกลุ่มพันธมิตร ประชาชน และชาวบ้านในละแวก ได้ออกมาดูการชุมนุมในครั้งนี้กว่า 1000 คน
ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2551
จากกรณีเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นผลพวงมากจากการตั้งชุมนุมกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล และตามจุดต่างๆที่ร่วมชุมนุมกันของพันธมิตรฯ เพื่อเพิ่มแรงกดดันมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกปิดสนามบินนานาชาติซึ่งเป็นประตูต้อนรับชาวต่างชาติอย่างสนามบินนานาชาติภูเก็ต
ต่างทราบกันดีว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งสร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้กับประเทศเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ดังนั้นถ้าเกิดภาวะขัดข้อง หรือภาวะที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จะทำให้รายได้ตรงนี้ลดลง
นอกจากรายได้ที่จะลดลงอย่างมากแล้ว การมองดูประเทศไทยจากภายนอกจะส่งผลกระทบถึงภาพลักษณ์ของทั้งตัวเมืองจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยด้วยเช่นกัน จึงก่อให้เกิดการกดดันรัฐบาลมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความคิดหลากหลายมุมมองสำหรับชาวต่างประเทศ อาจมองว่านี่คือวิถีแห่งการเมืองประชาธิปไตย แต่อีกมุมหนึ่งนี่คือความไม่ปลอดภัยต่อการไปเยือน ไม่ว่าจะมีสัดส่วนความคิดเห็นแบบไหนมากกว่ากันก็ตามแต่ หากก็ต้องยอมรับว่าถ้ามีแบบลบดังที่กล่าว นั่นคือการกระทบต่อความมั่นคงระดับประเทศด้วย
แม้ว่าจะไม่มีความรุนแรงจากการปิดสนามบินรายงานให้ทราบ แต่ใครจะมั่นใจได้ว่าในอนาคตเหตุการณ์ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ทุกคนต่างเลือกที่จะปกป้องชีวิตตน การป้องกันดีกว่าการแก้ไขเสมอ
ในสายตาชาวต่างชาติอาจมองเข้ามาในประเทศเราว่า หากแต่คนในประเทศนี้ยังไม่มีความสงบ ยังขาดความมั่นคงในเสถียรภาพทางการเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางหลักของการปกครองแล้ว พวกเค้าที่เป็นเพียงกลุ่มคนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนประเทศไทยจะได้รับความมั่นคงในด้านความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนกันเชียว
ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแม้เหตุการณ์จะไม่มีการนองเลือด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ลดภาพลักษณ์ความมั่นคงของประเทศ จะมีนักท่องเที่ยวกี่คนที่อยากเอาชีวิตมาเสี่ยงการนอนในสนามบินหากเกิดการปิดสนามบินอีกครั้ง จะมีนักท่องเที่ยวอีกกี่คนยอมตกเที่ยวบินเดินทางกลับบ้านตัวเองเพราะไม่สามารถพาตัวเองไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ทัน แน่นอนเลยว่านี่คือการลดความมั่นคงของประเทศลงอย่างมิต้องสงสัยเลยทีเดียว
วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551
นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่กทม.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(People's Alliance for Democracy: PAD)
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยนับหมื่นคน เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2551วิกิซอร์ซ มีข้อมูลต้นฉบับเกี่ยวกับ:แถลงการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ศ. 2551กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ และ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับมายังประเทศไทย พร้อมกับมีคำสั่งโยกย้าย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ (ปชส.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.สตช.) อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งอาจเป็นการแทรกแทรงกระบวนการยุติธรรม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จัดสัมมนาทางวิชาการโดยนักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลที่สนใจในการเมืองที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551 และจัดชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2551
ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ได้จัดรวมตัวชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 รวมทั้งมีการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถอดถอน ส.ส. ส.ว. ที่เข้าชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในเวลาค่ำได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้นไว้ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จึงได้ปักหลักปิดถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่บริเวณหน้าสำนักงานสหประชาชาติ จนถึงแยก จ.ป.ร. บริเวณหน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อย่างต่อเนื่อง
การชุมนุมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการเข้าร่วมของสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ และในวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2551 จึงได้เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล และชุมนุมต่อบนถนนพิษณุโลก
26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้บุกรุกเข้าไปในสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ "เพื่อทวงสมบัติชาติคืนจากรัฐบาล เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างต่อเนื่อง"แต่การเข้าบุกรุกครั้งนี้ได้รับการประณามจากสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า "ถือว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างรุนแรงและอุกอาจที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะมีการคุกคาม ข่มขู่และขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน"และยังถูกประณามจากสมาคมผู้สื่อข่าวแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ผู้สื่อข่าวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่า "การกระทำของผู้ชุมนุมในนามกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด และโจมตีเสรีภาพของสื่ออย่างโจ่งแจ่งที่สุด ขณะนี้สื่อมวลชนถูกคุกคาม ข่มขู่ และไม่ได้ทำหน้า ที่ของตนเอง และการบุก NBT ครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"
วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551
ภัยธรรมชาติ
ภัยธรรมชาติ นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หรือมนุษย์ได้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ภัยธรรมชาติมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไปบางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมากซึ่งอาจทำให้เกิดผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เช่น การเกิดอุทกภัยหรือน้ำท่วม การเกิดพายุ การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น ซึ่งภัยธรรมชาติต่างๆไม่ว่าจะร้ายแรงมากหรือน้อยก็เกิดขึ้นได้ทุกเวลาโดยที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งตัว

"จากแบบจำลองเราพบว่าในอนาคตหากมีการพัฒนาประเทศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลจะทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากมีการใช้พลังงานอย่างมหาศาลอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลก น้ำแข็งภูเขาละลาย และน้ำทะเลขยายตัว ซึ่งจะส่งผลต่อระบบนิเวศในทะเลและชายฝั่งมหาสมุทรต่างๆ"
โดยปรากฏการณ์โลกร้อนเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เนื่องจากมีการใช้พลังงานฟอสซิลและการตัดไม้ทำลายป่าจำนวนมหาศาล ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น จนเกิดภาวะเรือนกระจกตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจะเกิดความสูญเสียทางระบบนิเวศ เศรษฐกิจและชีวิตมนุษย์ อาทิ ฝนตกแรงและมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินทรุด โคลนถล่ม พายุโซนร้อนเพิ่มขึ้น ภัยแล้งรุนแรง การผลิตภาคเกษตรลดลง รวมทั้งโรคระบาดในวงกว้าง และทำให้พืชพันธุ์บางชนิดสูญหายไป พืชผลไม่ออกผลตามฤดูกาล โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 34 แห่ง อาทิ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
จากการคาดการณ์นี้ทำให้ส่งผลถึงการกรุงเทพ ที่ว่ามีการฟันธงว่ามีสิทธิจมน้ำถาวรอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ทำให้นักวิชาการหลายคนเสนอแนวคิดสร้างเขื่อนกั้นสองฝั่งเจ้าพระยา-อ่าวไทย เพื่อช่วยป้องกันน้ำท่วมในอนาคต ซึ่งผลพลอยได้จากการสร้างเขื่อนกั้นปากแม่น้ำอาจจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำทะเลขึ้นลง แถมยังช่วยป้องกันน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนในอนาคตอีกด้วย อีกทั้งการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมนั้นยังเกิดผลดีต่อวิถีชาวเกษตรและประมง เพราะมีธาตุตะกอนอาหารสร้างความสมบูรณ์ให้พืชและสัตว์ทะเล แถมยังควบคุมปริมาณมด-ปลวก แต่ปัจจุบันคนไทยกำลังลืมรากเหง้าและวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยอยู่กันอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ
แต่อย่างไรก็ตามการสร้างเขื่อนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็เป็นทางออกหนึ่งที่พยายามต่อสู้ แต่ไม่ใช่ตัวเลือกเพียงข้อเดียว ควรใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน อย่างการวางแผนหนีหรืออพยพเมืองหลวงไปอยู่ที่อื่น ซึ่งพื้นที่ กทม.อาจใช้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนได้ แต่ไม่ควรจะเป็นพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจ อาจย้ายเมืองหลวงไปอยู่พิษณุโลกหรือลพบุรีก็แล้วแต่ ควรเริ่มต้นวางแผนกันแต่เนิ่นๆ เพราะเราไม่สามารถย้ายเมืองหลวงได้

"เราเหลือเวลาอีก 50 ปี ซึ่งไม่ได้ยาวนานมากนัก ในการเตรียมรับมือป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ต้องมีการปรับตัวเปลี่ยนถนนหรือเส้นทางที่น้ำท่วมทุกปีเป็นเส้นทางเรือ หรือให้ช่วงที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำทุกปีเป็นช่วงวันหยุดประจำปี ซึ่งการรับมือกับปัญหาน้ำท่วม กทม.ต้องร่วมกันคิดทุกๆ หน่วยงาน และไม่ควรเป็นการตัดสินใจของใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่การเป็นการแก้ไขปัญหาแบบมีส่วนร่วม"
คาร์บอมบ์
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะทำให้เราเชื่อมั่นในคำแถลงการณ์ นี้ได้มากน้อยแค่ไหน และประชาชนในพื้นที่ยังคงต้องหวาดระแหวงกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นรายวัน และรัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพื่อจะสร้างความมั่นคงในไทยให้กลับมาเหมือนเดิม

เหยื่อบึ้มโก-ลกสิ้นใจเพิ่มอีก 1 เผยรายชื่อตายเจ็บ 33 ราย
วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2008 18:05น.
คาร์บอมบ์โก-ลกคร่าชีวิตเพิ่มอีก 1 เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยธารน้ำใจ ถูกไฟคลอกทั้งตัว สุดท้ายทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ส่วนศพของเหยี่ยวข่าวไทยรัฐ ญาตินำไปตั้งบำเพ็ญกุศลแล้ว ข้าราชการระดับสูงและเพื่อนๆ สื่อมวลชนร่วมพิธีศพคับคั่ง

คาร์บอมบ์โก-ลก เหยี่ยวข่าวไทยรัฐสังเวย ช่อง 9-ผู้กำกับฯสาหัส
คนร้ายจุดระเบิด “มอเตอร์ไซค์บอมบ์” หน้าร้านอาหารในเขตเทศบาลสุไหงโก-ลก เมื่อเจ้าหน้าที่นำกำลังรุดเข้าตรวจสอบ กดคาร์บอมบ์ซ้ำอีกลูกตูมสนั่นห่างจากจุดแรกไม่ถึง 10 เมตร นักข่าวไทยรัฐเคราะห์ร้ายสังเวยชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ แรงระเบิดทำให้มีผู้บาดเจ็บอีก 30 ราย ผู้สื่อข่าวช่อง 9 –ผู้กำกับ สภ.สุไหงโก-ลก อาการสาหัส เผยเป็นคาร์บอมบ์ลูกที่ 2 ในรอบปีหลังบึ้มหน้าโรงแรมซี.เอส.ปัตตานี เมื่อ 15 มี.ค.
วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2008 23:14น.
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

กฎหมายความมั่นคงคือกฎหมายเกสตาโป (อันตรายต่อสิทธิเสรีภาพ)
รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอณาจักรนี้ ต้องการให้ประชาชนเสียสิทธิเสรีภาพ เพื่อ “ความมั่นคง” ของประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาผู้ก่อการร้าย ฟังดูแล้วเป็นเจตนาที่ดี
แต่ถ้าเราถูกหลอกให้เสียสิทธิและเสรีภาพเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจที่ไม่เข้าใจประชาธิไตยและขาดคุณธรรมก็น่าเสียดาย โง่เขลาและอันตรายอย่างยิ่งเพราะกฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวางและมากเกินไปเหมือการเซ็นเช็คเปล่า (blank cheque)ที่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินเพราะผู้ที่ได้อำนาจมหาศาลไปอาจจะหลงอำนาจแล้วอาจจะกลับมากดขี่เรา (ม. 17 )
เบนจมิน แฟรงกินส์ (Benjamin Franklin) กล่าวว่า “ผู้ใดที่ยอมสละสิทธิเสรีภาพแม้เพียงประการเดียว เพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือความมั่นคง เขาผู้นั้นไม่สมควรจะได้รับทั้งเสรีภาพและความมั่นคงปลอดภัย" “He that would give up even one freedom for security, deserves neither freedom nor security”
แต่กฎหมายนี้ไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพียงประการเดียวซึ่งแม้เพียงประการเดียวก็เสียไม่ได้ แต่กฏหมายความมั่นคงนี้ทำลายหลักการของสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (basic human rights) ของรัฐธรรมนูญใน (หมวด 3) ทั้งหมดหรือเกือบหมด หมวด 3 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เป็นหมวดที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ ถ้าขาดหมวดนี้รัฐธรรมนูญก็หมดความหมายเหมือนถูกฉีกทิ้ง
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการใช้ (ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างถาวรโดยไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน) เป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแต่ใช้กฎหมายยึดอำนาจโดยทหารหรือฝ่ายบริหาร
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการกักขังทำให้ถูกขังลืมไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนตามกระบวนการยุติธรรมของศาล (due process) เช่นไม่จำเป็นต้องมีข้อกล่าวหา ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหามาให้ศาลพิจารณาไต่สวนว่าจะให้ปล่อยตัวหรือฝากขังต่อ (habeas corpus) และไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดทำให้ กระบวนการในการตรวจสอบหมดไป
กฎหมายความมั่นคงเป็นกฎหมายที่ใช้มาตรการรุนแรง เพียงแค่สงสัยเท่านั้นก็มีอำนาจจับกุมคุมขังแล้ว กฎหมายที่รุนแรง จะแก้ปัญหา ความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายไม่ได้ แต่ความรุนแรงจะทวีมากขึ้น เป็นการลาดน้ำมันในกองไฟ ประชาชนผู้สุจริตที่โดนกลั่นแกล้ง หรือ ถูกลูกหลง และ ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพอาจจะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยความจำเป็นหรือด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราลืมบทเรียนในประวัติศาสตร์เราใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์และกฎอัยการศึก (ล้วนเป็นกฎหมายความมั่นคง) ปราบคอมมิวนิสต์ ผลลัพธ์ คือยิ่งปราบยิ่งเยอะ จึงเป็นที่มาของภาษิต “หญ้าคอมมิวนิสต์ ยิ่งปราบยิ่งเยอะ” ตัวอย่างเช่น รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ใช้กฎอัยการศึกและเพิ่ม พ.ร.ก ฉุกเฉิน (พ.ศ. 2548)โดยอ้างว่าจำเป็นเพื่อจะปราบผู้ก่อการร้ายที่ภาคใต้แต่ปรากฎว่ายิ่งปราบผู้ก่อการร้าย ก็ยิ่งมากขึ้น นโยบายของนายกทักษิณ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มีแต่จะสร้างปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น มหาตมะคานธี กล่าวว่า การใช้นโยบาย ตาต่อตา จะทำให้คนทั้งโลกตาบอด “An eye for an eye will make the whole world blind”
กฏหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้เป็น กฏหมายป้องกัน (preventive law) (ม.3, ม.14, ม.15, ม.17) กฎหมายป้องกันเป็นกฎหมายเผด็จการใช้ในประเทศเผด็จการเท่านั้น เช่นประเทศเยอรมัน สมัยนาซี ฮิตเลอร์ ประเทศรัสเซีย สตาลิน และประเทศคอมมิวนิสต์หรือประเทศเผด็จการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หลัง 11 กันยายน ตึกเวิลเทรดถูกเครื่องบินถล่ม รัฐบาลอเมริกันจึงหยิบเอาแนวความคิดของการออกกฎหมายป้องกันอาชญากรรมจากผู้ก่อการร้ายมาใช้และประเทศไทยก็กำลังจะออกกฎหมายป้องกันเช่นเดียวกันซึ่งเ ป็นแนวคิดใหม่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิไตยและสิทธิมนุษยชน กฎหมายแนวนี้อันตรายมาก ขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว แต่กฎหมายป้องกันจะลงโทษไว้ก่อนเพราะเพียงแค่สงสัยก็ถูกดำเนินการเอาผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องมีหมายศาลก็จับและขังหรือตรวจค้นบ้าน ได้และในที่สุดเพื่อจะเค้นข้อมูลโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเหตุร้ายจึงทรมานผู้ที่ถูกสงสัยเหมือนคุก-ลับของอเมริกาที่ Guantanamo
ถ้ากฎหมายความมั่นคงผ่านและประกาศใช้ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตีและ ฝ่ายกอ.รมน (ทหาร) ก็จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเป็นการยึดอำนาจของฝ่ายตุลาการเพราะไม่ต้องผ่านขบวนการยุติธรรมของศาล (ม. 17, ม.21, ม. 22,) และถ้าสภาอ่อนแอเป็นสภาตร ายางอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติก็จะถูกยึด ก็จะขาดการตรวจสอบขาดการถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกัน ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยมีกฎหมายรับรองเป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแค่ออกกฎหมายเผด็จการในนามกฎหมายรักษาความมั่นคงก็ยึดอำนาจได้แล้ว
สรุป ถ้ากฎหมายความมั่นคงนี้ผ่านสภา กอ.รมน จะกลายเป็นเหมือนหน่วยงานเกสตาโป Gestapo ของพวกนาซี บริหารโดย ฮิตเลอร์ทรราชคนใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินแต่ใช้อำนาจเหมือนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน (ม. 14)
เขาพระวิหารกระทบความมั่นคงของประเทศ


การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หมายถึงทางเจริญหรือทางเสื่อม

ความเจริญทางวัตถุหาใช่สิ่งน่ารังเกียจ แต่หากขาดความสมดุล สังคมก็มีปัญหาอย่างที่ทราบกัน สถาบันทางสังคมที่เล็กสุดและสำคัญที่สุดคือสถาบันครอบครัวอ่อนแอ เวลาที่คนในครอบครัวควรมีให้แก่กันและกัน ถูกแบ่งเพื่อนำไปใช้ในเรื่องของเศรษฐกิจ ในแต่ละวันสำหรับคนในสังคมเมือง อาจมีเวลาที่มีกิจกรรมร่วมกันกับคนในครอบครัวไม่ถึงวันละหนึ่งชั่วโมง ในบางครอบครัวพ่อแม่ลูกอาจไม่มีเวลาทานอาหารด้วยกัน เด็กที่เกิดขึ้นมาใหม่ในยุคนี้สามขวบก็เข้าโรงเรียนเด็กเล็ก เด็กเรียนหนังสือเร็วกว่าเดิมหากแต่เป็นคนแข็งกร้าวขาดความอ่อนโยน
การขยายตัวทางสังคมอย่างรวดเร็วของแต่ละประเทศทั่วโลก การแข่งขันกันในทุกด้านเพื่อให้ทัดเทียมกัน เป็นสิ่งผลักดันให้รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องเร่งรีบในการพัฒนาประเทศ ความมั่นคงของประเทศถูกบีบไปในทิศทางเดียวกัน คือรัฐจะต้องมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีความมั่นคงทางการทหาร มองอย่างง่ายคือเรื่องเงินและอาวุธ เงินและอาวุธถูกตีความเป็นอำนาจ มีเงินมากมีอาวุธทันสมัยก็ไม่ต้องกลัวใคร ประเทศที่ถูกจัดเป็นประเทศมหาอำนาจเป็นเช่นนั้น นี่คือความเป็นจริงของสังคมโลก และทิศทางเป้าหมายของการพัฒนาประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกจะมีเป้าหมายเช่นนั้น
การเคลื่อนไหวของการพัฒนาที่ไหลไปในทิศทางนี้ ถือเป็นหายนะของโลกที่เป็นไปโดยไม่รู้ตัว สังคมแห่งการช่วยเหลือแบ่งปันกับสังคมที่หวังผลกำไร สังคมแห่งการให้อภัยเห็นอกเห็นใจกับสังคมที่ทำลายล้างกัน กำลังต่อสู้กัน ในทุกๆประเทศมีสังคมทั้งสองแบบ แม้กระทั่งในชุมชนเล็กๆก็เป็นเช่นนั้น
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ความมั่นคง

ความคิดเรื่องความมั่นคงมนุษย์ เริ่มเป็นที่สนใจจริงจังในประเทศไทย เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการ และจัดตั้งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ขึ้นในปี 2545 แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มีการเคลื่อนไหวในด้านนี้มานาน ตั้งแต่การเสนอหลัก 6 ประการของคณะราษฎรในปี พ.ศ.2475 แนวคิดเรื่องคุณภาพชีวิตของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2516) และการส่งเสริมการสร้างระบบสวัสดิการ สุขภาพดีถ้วนหน้า ภูมิปัญญาชาวบ้านและชุมชนเข้มแข็ง ไปจนถึงสิทธิมนุษยชน ในช่วงทศวรรษ 2530 และ 2540 ประกอบขึ้นเป็นองค์ความรู้ที่มากพอสำหรับการปฏิบัติ และการศึกษาต่อยอด ในระยะใกล้หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยได้มีนวัตกรรมทางสังคม-การเมืองที่ส่งเสริมความมั่นคงมนุษย์ในระดับหนึ่ง และการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความมั่นคงมนุษย์ในประเทศไทย เพื่อปูพื้นฐานของความเข้าใจในสถานการณ์ความมั่นคงมนุษย์ในประเทศ และที่สำคัญเพื่อหาคำตอบว่า ในปัจจุบันควรถือความมั่นคงของมนุษย์ว่ามีแกนกลางอยู่ที่ประเด็นหรือมิติด้านใดเป็นสำคัญ

การเสด็จเยือนประเทศไทยของเจ้าชายจิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุก มกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในฐานะพระราชอาคันตุกะ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ด้วยจริยวัตรที่งดงาม ทำให้ชาวไทยปลาบปลื้มอย่างมาก และสื่อมวลชนไทยได้หนุนกระแสตีแผ่เรื่องราวที่เกี่ยวกับประเทศภูฎานกันยกใหญ่ ประเด็นสำคัญที่สร้างความสนใจให้คนไทยและนานาประเทศ ก็คือ ภูฎานถือนโยบายวัดดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมประชาชาติ หรือ GNH (Gross National Hapiness) ที่ให้ความสำคัญกับการวัดความผาสุกของประชาชน มากกว่าการวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP จนหลายประเทศตื่นตัวกับแนวคิดนี้ รวมถึงประเทศไทย นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานศูนย์คุณธรรม เจ้าภาพสำคัญในการรวมเครือข่ายภาคองค์กรต่าง ๆ ในการเข้าร่วมการขับเคลื่อนการใช้ดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมประชาชาติ เพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า การวัดความสุขของประชาชน ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของประเทศไทย เพราะเคยมีการหยิบยกในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และฉบับที่ 9 มาแล้ว โดยตอกย้ำความชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 10 ที่นำอุดมการณ์ สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับหลัก GNH อย่างลงตัว โดยการนำมาประยุกต์กับประเทศไทย มีหลัก 4 ประการ คือ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความยั่งยืน มีความเท่าเทียมและพึ่งพาตนเองได้ การอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรม และการใช้หลักธรรมมาภิบาลในการบริหารประเทศ ซึ่งจะทำให้กรอบวิธีคิดพัฒนาประเทศมีความมั่นคงยั่งยืน เพราะ GNH จะวัดความสุขของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับชุมชน ซึ่ง GNH ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เกิดโอกาสที่ประชาชนจะได้คิดและเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกำหนดแผนงานนโยบายต่าง ๆ ที่ใช้พัฒนาประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนเกิดความผาสุกในที่สุด นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานศูนย์คุณธรรม กล่าวด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เป็นหน่วยงานกลางที่เป็นผู้จัดทำดัชนีชี้วัดความสุข ซึ่งคาดว่าภายในปี 2550 จะมีความชัดเจนในการกำหนดนโยบาย เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดในการปฎิบัติ อย่างไรก็ตาม แนวคิดการวัดระดับการพัฒนาประเทศ ด้วยตัวชี้วัดความผาสุกของประชาชน น่าจะขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมได้ไม่ช้า เพราะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่เคยปรารภหลังรับตำแหน่ง เรื่องการดูแลเศรษฐกิจของประเทศไทยว่า จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มุ่งเน้นตัวเลข GDP หรือตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจมากนัก แต่จะดูเรื่องตัวชี้วัดความผาสุกของประชาชนเป็นสำคัญ

