วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Anti-Corruption Center : สายสืบภาคประชาชน ได้รับแจ้งจากกัลยาณมิตรที่เข้าร่วมชุมนุมคัดค้านการผ่านร่าง พ.ร.บ.หลายฉบับของ สนช.ว่า น.พ.โชติช่วง ชุตินธร "หมอนักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน" ฝากให้ช่วยเผยแพร่ประชา สัมพันธ์ถึงพิษภัยของร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ....หนึ่งในร่างกฎหมายอัปยศที่ สนช.พยายามจะคลอดออกมาอย่างสวนกระแสความรู้สึกของอารยชน ความจริงจำได้ลางๆ ว่าก่อนหน้านี้ใครสักคนในบรรดา "บิ๊กด้านความมั่นคง" แสดงท่าทีว่าจะถอยหรือหยุดการผลักดันร่างกฎหมายนี้ไว้เพื่อให้รัฐบาลใหม่ตัดสินใจ แต่ทำมาทำไปกลับกลายเป็นส่งไม้ต่อให้ สนช.เสียอย่างนั้น ขณะที่ สนช.ส่วนใหญ่ก็ทำเป็น "ดื้อตาใส" ทั้งๆ ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาบ่งชี้ว่าน่าจะขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในด้านสิทธิเสรีภาพของประชาชนหลายมาตรา ที่สำคัญคือได้รับการวิพากษ์ว่าลอกเลียนแนวคิดมาจาก "กฎหมายฮิลเลอร์" ดังความเห็นของ "คุณหมอโชติช่วง" จากบทความที่คัดลอกมานี้

กฎหมายความมั่นคงคือกฎหมายเกสตาโป (อันตรายต่อสิทธิเสรีภาพ)

รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอณาจักรนี้ ต้องการให้ประชาชนเสียสิทธิเสรีภาพ เพื่อ “ความมั่นคง” ของประเทศ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาผู้ก่อการร้าย ฟังดูแล้วเป็นเจตนาที่ดี
แต่ถ้าเราถูกหลอกให้เสียสิทธิและเสรีภาพเพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจที่ไม่เข้าใจประชาธิไตยและขาดคุณธรรมก็น่าเสียดาย โง่เขลาและอันตรายอย่างยิ่งเพราะกฎหมายนี้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่อย่างกว้างขวางและมากเกินไปเหมือการเซ็นเช็คเปล่า (blank cheque)ที่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินเพราะผู้ที่ได้อำนาจมหาศาลไปอาจจะหลงอำนาจแล้วอาจจะกลับมากดขี่เรา (ม. 17 )
เบนจมิน แฟรงกินส์ (Benjamin Franklin) กล่าวว่า “ผู้ใดที่ยอมสละสิทธิเสรีภาพแม้เพียงประการเดียว เพื่อแลกกับความปลอดภัยหรือความมั่นคง เขาผู้นั้นไม่สมควรจะได้รับทั้งเสรีภาพและความมั่นคงปลอดภัย" “He that would give up even one freedom for security, deserves neither freedom nor security”
แต่กฎหมายนี้ไม่ได้ลิดรอนสิทธิเสรีภาพเพียงประการเดียวซึ่งแม้เพียงประการเดียวก็เสียไม่ได้ แต่กฏหมายความมั่นคงนี้ทำลายหลักการของสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน (basic human rights) ของรัฐธรรมนูญใน (หมวด 3) ทั้งหมดหรือเกือบหมด หมวด 3 ของรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เป็นหมวดที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาชนเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญ ถ้าขาดหมวดนี้รัฐธรรมนูญก็หมดความหมายเหมือนถูกฉีกทิ้ง
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการใช้ (ทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างถาวรโดยไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน) เป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแต่ใช้กฎหมายยึดอำนาจโดยทหารหรือฝ่ายบริหาร
กฎหมายฉบับใหม่นี้ไม่จำกัดเวลาในการกักขังทำให้ถูกขังลืมไม่มีสิทธิ์ร้องเรียนตามกระบวนการยุติธรรมของศาล (due process) เช่นไม่จำเป็นต้องมีข้อกล่าวหา ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหามาให้ศาลพิจารณาไต่สวนว่าจะให้ปล่อยตัวหรือฝากขังต่อ (habeas corpus) และไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลให้ลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดทำให้ กระบวนการในการตรวจสอบหมดไป
กฎหมายความมั่นคงเป็นกฎหมายที่ใช้มาตรการรุนแรง เพียงแค่สงสัยเท่านั้นก็มีอำนาจจับกุมคุมขังแล้ว กฎหมายที่รุนแรง จะแก้ปัญหา ความรุนแรงของผู้ก่อการร้ายไม่ได้ แต่ความรุนแรงจะทวีมากขึ้น เป็นการลาดน้ำมันในกองไฟ ประชาชนผู้สุจริตที่โดนกลั่นแกล้ง หรือ ถูกลูกหลง และ ถูกลิดรอนสิทธิและเสรีภาพอาจจะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยความจำเป็นหรือด้วยความโกรธแค้นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราลืมบทเรียนในประวัติศาสตร์เราใช้กฎหมายคอมมิวนิสต์และกฎอัยการศึก (ล้วนเป็นกฎหมายความมั่นคง) ปราบคอมมิวนิสต์ ผลลัพธ์ คือยิ่งปราบยิ่งเยอะ จึงเป็นที่มาของภาษิต “หญ้าคอมมิวนิสต์ ยิ่งปราบยิ่งเยอะ” ตัวอย่างเช่น รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ใช้กฎอัยการศึกและเพิ่ม พ.ร.ก ฉุกเฉิน (พ.ศ. 2548)โดยอ้างว่าจำเป็นเพื่อจะปราบผู้ก่อการร้ายที่ภาคใต้แต่ปรากฎว่ายิ่งปราบผู้ก่อการร้าย ก็ยิ่งมากขึ้น นโยบายของนายกทักษิณ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มีแต่จะสร้างปัญหาให้รุนแรงยิ่งขึ้น มหาตมะคานธี กล่าวว่า การใช้นโยบาย ตาต่อตา จะทำให้คนทั้งโลกตาบอด “An eye for an eye will make the whole world blind”
กฏหมายความมั่นคงฉบับใหม่นี้เป็น กฏหมายป้องกัน (preventive law) (ม.3, ม.14, ม.15, ม.17) กฎหมายป้องกันเป็นกฎหมายเผด็จการใช้ในประเทศเผด็จการเท่านั้น เช่นประเทศเยอรมัน สมัยนาซี ฮิตเลอร์ ประเทศรัสเซีย สตาลิน และประเทศคอมมิวนิสต์หรือประเทศเผด็จการต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน หลัง 11 กันยายน ตึกเวิลเทรดถูกเครื่องบินถล่ม รัฐบาลอเมริกันจึงหยิบเอาแนวความคิดของการออกกฎหมายป้องกันอาชญากรรมจากผู้ก่อการร้ายมาใช้และประเทศไทยก็กำลังจะออกกฎหมายป้องกันเช่นเดียวกันซึ่งเ ป็นแนวคิดใหม่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิไตยและสิทธิมนุษยชน กฎหมายแนวนี้อันตรายมาก ขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะกฎหมายมีไว้ลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว แต่กฎหมายป้องกันจะลงโทษไว้ก่อนเพราะเพียงแค่สงสัยก็ถูกดำเนินการเอาผิดแล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ไม่จำเป็นต้องมีหมายศาลก็จับและขังหรือตรวจค้นบ้าน ได้และในที่สุดเพื่อจะเค้นข้อมูลโดยอ้างว่าเพื่อป้องกันเหตุร้ายจึงทรมานผู้ที่ถูกสงสัยเหมือนคุก-ลับของอเมริกาที่ Guantanamo
ถ้ากฎหมายความมั่นคงผ่านและประกาศใช้ฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตีและ ฝ่ายกอ.รมน (ทหาร) ก็จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเป็นการยึดอำนาจของฝ่ายตุลาการเพราะไม่ต้องผ่านขบวนการยุติธรรมของศาล (ม. 17, ม.21, ม. 22,) และถ้าสภาอ่อนแอเป็นสภาตร ายางอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติก็จะถูกยึด ก็จะขาดการตรวจสอบขาดการถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกัน ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยมีกฎหมายรับรองเป็นการปฏิวัติเงียบไม่ต้องใช้รถถังแค่ออกกฎหมายเผด็จการในนามกฎหมายรักษาความมั่นคงก็ยึดอำนาจได้แล้ว
สรุป ถ้ากฎหมายความมั่นคงนี้ผ่านสภา กอ.รมน จะกลายเป็นเหมือนหน่วยงานเกสตาโป Gestapo ของพวกนาซี บริหารโดย ฮิตเลอร์ทรราชคนใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมายและไม่ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินแต่ใช้อำนาจเหมือนกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน (ม. 14)

2 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อัปใหม่แล้วเหรอ
มีสาระทังนั้นเลย
ชอบมาเปิดดู

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ได้ความรู้ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยรู้บางอย่างมากขึ้นเยอะเลยค่ะ